ความตกต่ำลงของคะแนนนิยม: มุมมองจากภายในและภายนอกรัฐบาล

  • You are here: News on TV » news » ความตกต่ำลงของคะแนนนิยม: มุมมองจากภายในและภายนอกรัฐบาล
  • Published on: Saturday - 26 May 2018
  • Categories: news

“ปัญญาพลวัตร”
“พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต”

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561 หลายคนคงได้ยินเสียงกล่าวด้วยความภาคภูมิใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ซึ่งอยู่ในระดับ 4.8 % ตัวเลขนี้มาจากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) พลเอกประยุทธ์ยังระบุว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของปีนี้เป็นการขยายตัวที่สูงสุดของรายไตรมาสในรอบ 5 ปี ช่างเป็นเรื่องน่าชื่นชมยิ่งนัก เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจคงทำให้นักธุรกิจนายทุนมีความสุขกันทั่วหน้า คนว่างงานจะหมดไปและผู้ใช้แรงงานก็คงมีความสุขกันถ้วนหน้าตามไปด้วย เพราะน่าจะได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้น

พลเอกประยุทธ์แถลงอีกด้วยว่า รัฐบาลได้ดำเนินโครงการพัฒนานับหมื่นโครงการตามนโยบายไทยนิยมยั่งยืน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับล่าง ผ่านกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลังและกองทุนหมู่บ้าน โครงการเหล่านั้นจำแนกได้เป็นสามประเภทคือ โครงการที่สร้างอาชีพและรายได้โดยตรง เช่น การส่งเสริมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ หัตถกรรม ท่องเที่ยว โครงการสร้างรายได้โดยอ้อม เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำ ปลูกป่า สร้างพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิต เช่น การสร้างถนน สะพาน ศาลา ดูไปแล้วน่าจะทำให้ประชาชนระดับชาวบ้านมีความสุขเพิ่มขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย

คำถามคือ เมื่อรัฐบาลคิดว่าตนเองทำงานมากและดูเหมือนเข้าใจด้วยว่าสิ่งต่างๆ ที่ทำลงไปนั้นล้วนประสบความสำเร็จทั้งสิ้น แต่ทำไมคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจึงมีแนวโน้มตกต่ำลงไปเรื่อยๆ มีอะไรบางอย่างผิดปกติหรือไม่ เพราะตามเหตุตามผลแล้ว หากรัฐบาลทำงานมาก ทำงานดี และประสบความสำเร็จในแก้ไขปัญหาของประเทศได้ คะแนนนิยมของรัฐบาลก็น่าจะเพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยก็อยู่ในระดับคงที่ ไม่น่าจะลดลงมากขนาดนี้

ผลการสำรวจของบรรดาสำนักโพลล์ทั้งหลาย ต่างก็มีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือในระยะแรกของการบริหารประเทศคะแนนนิยมของรัฐบาลอยู่ในระดับสูงลิ่วถึงกว่า 80 % ต่อมาในปีหลังๆคะแนนนิยมกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในปีนี้เหลือในระดับ 30 % เรียกว่าคะแนนหายไปประมาณ 50 % ทีเดียว และเร็วๆ นี้เพจที่สนับสนุนรัฐบาลก็จัดทำโพลล์โดยตั้งคำถามว่า “วันนี้ครบรอบสี่ปี คสช. คุณยังสนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารบ้านเมืองต่อไปหรือไม่” ผลเบื้องต้นหลังปล่อยแบบสำรวจไปหนึ่งวัน ปรากฎว่ามีสนับสนุนเพียงน้อยนิด หรือ ระดับประมาณกว่า 10 % เท่านั้น ขณะที่ผู้ไม่สนับสนุนมีถึงกว่า 80 % ตัวเลขนี้เป็นการกลับหัวกลับหาง ดุจกระดานหก กับช่วงเริ่มแรกที่พลเอกประยุทธ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ

มีเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้ปรากฎการณ์คะแนนนิยมพลเอกประยุทธ์ และรัฐบาลตกต่ำลงถึงเพียงนี้ เราลองมาพิจารณาจากสองมุมมอง คือมุมมองของรัฐบาลเอง และมุมมองจากคนภายนอก แต่มุมมองจะให้ภาพเกี่ยวกับเงื่อนไขและสาเหตุของการทำให้รัฐบาลมีคะแนนนิยมตกต่ำลงแตกต่างกัน

สำหรับมุมของรัฐบาล เท่าที่ผมสังเกตดูพบว่า รัฐบาลมีการยอมรับในระดับหนึ่งว่าคะแนนนิยมของพลเอกประยุทธ์และรัฐบาลลดลง แต่พวกเขาประเมินว่าลดลงไม่มากนัก ผลสำรวจที่ออกมาว่าคะแนนนิยมลดลงมากนั้น พวกเขามีแนวโน้มทึกทักว่า เป็นผลการสำรวจที่ไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร สำหรับสาเหตุและเหตุผลที่รัฐบาลคิดว่าคะแนนนิยมของตนเองลดลงมีหลายประการ ประการแรกคือ รัฐบาลคิดว่าการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐยังไม่ดีพอ ดังในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ พลเอกประยุทธ์ได้กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาถึงการปรับแผนประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลอย่างขนานใหญ่ โดยจัดให้มีการตั้งเครือข่าย ID-IA-IR Chat ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงสื่อทุกประเภทของกรมประชาสัมพันธ์ ที่มีทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ กับโฆษกรัฐบาล โฆษกกระทรวง องค์กรมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ในการตอบประเด็นปัญหาสังคมทุกเรื่อง และการเปิดให้บริการ Facebook ชื่อ “PAGE IR” เพื่อนำคำตอบการไขข้อข้องใจ และรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนโดยตรง เป็นต้น

อันที่จริงก่อนที่รัฐบาลจะปรับแผนประชาสัมพันธ์ รัฐบาลได้ประชาสัมพันธ์อย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องทางสื่อมวลชนและสื่อสังคม มีการประชาสัมพันธ์ทุกวันๆ ละประมาณ 20 กว่านาทีทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกช่องช่วงเวลาหลัง 18.00 น. เป็นต้นไป อีกทั้งนายกรัฐมนตรีเองก็ใช้สื่อทุกประเภท ทุกสถานีพูดกับประชาชนสัปดาห์ละหนึ่งครั้งช่วงวันศุกร์ตอนค่ำ และยังมีการออกอากาศซ้ำอีกครั้งในวันเสาร์ตอนเช้า แต่ปัญหาคือ แม้จะออกมาพูดมาก ประชาสัมพันธ์มาก แต่จำนวนคนฟังกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลประชาสัมพันธ์หรือนายกฯ พูดคือ “ช่วงเวลาแห่งความเงียบของคนทั้งประเทศ” เพราะคนส่วนใหญ่จะปิดวิทยุและโทรทัศน์

ประการที่สองคือ การคิดว่าประชาชนไม่เข้าใจ นายกรัฐมนตรี นักธุรกิจและข้าราชการที่แปลงร่างตนเองเป็นนักการเมืองที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ มักมีความเชื่อที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกว่า ประชาชนไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลายครั้งที่เราได้ยินนายกรัฐมนตรีออกมาพูดในทำนองว่า “ขอให้ประชาชนเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่าไม่ได้มาจากรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของตลาดโลก” สิ่งที่กวนใจรัฐบาลคือ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นและประชาชนไม่เข้าใจสาเหตุของปัญหาตามการขอร้องและชี้นำของนายกรัฐมนตรี หรือฟังแต่ ไม่เชื่อถือสิ่งที่นายกรัฐมนตรี ประชาชนก็เข้าใจว่ารัฐบาลไม่ดูแลประชาชน เมื่อประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลไม่ใส่ใจกับความเป็นอยู่ของตนเอง พวกเขาก็อาจโกรธเคืองรัฐบาล และนำไปสู่การลดลงของความนิยมต่อรัฐบาล

ประการที่สามคือ รัฐบาลเข้าใจว่า เป็นธรรมชาติของกระแสความนิยมที่มักจะลดลงเมื่อเป็นรัฐบาลมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง สำหรับสังคมไทยความนิยมของรัฐบาลจะลดลงเมื่อบริหารประเทศไปประมาณ 3-4 ปี สำหรับเหตุผลนี้รัฐบาลอาจได้รับฟังมาจากนักข่าวและนักวิเคราะห์การเมืองผู้เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล การคิดแบบนี้เป็นการเลี่ยงหรือละเลยปัญหาและทำให้รัฐบาลตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะทำให้เกิดการปิดกั้นความคิดในการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้คะแนนนิยมตกต่ำ

พึงตระหนักว่า กระแสความนิยมทางการเมืองมิใช่เป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นผลพวงจากการกระทำของน้ำมือมนุษย์ ดังนั้นกระแสนิยมจากเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น ประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ จำนวนมากที่มาประกอบกัน ดูอย่างนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซียอย่างนายมหาเธร์ หรือ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์อย่างนายลี กวน ยู ซึ่งมีคะแนนนิยมต่อเนื่องหลายสิบปี จวบจนวางมือทางการเมืองไปเอง

ประการที่สี่ ความเชื่อที่ว่ามีผู้วิจารณ์โจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เป็นความจริงที่ว่ามีกลุ่มที่ไม่ชอบรัฐบาลประยุทธ์อย่างรุนแรงตั้งแต่เริ่มต้นการตั้งรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อยู่ภายใต้ปีกของระบอบทักษิณ พวกเขาโจมตีรัฐบาลทุกระดับ โดยในระดับพื้นที่จะใช้เครือข่ายหัวคะแนนเก่า และในระดับวงกว้างก็ใช้สื่อสังคมออนไลน์หลากหลายชนิด คนกลุ่มนี้วิจารณ์รัฐบาลอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย และมีไม่น้อยที่ก็ใช้ข้อมูลเท็จในเชิงใส่ร้ายป้ายสี เรียกว่าสำหรับการกระทำของกลุ่มที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาล พวกเขาวิจารณ์และโจมตีรัฐบาลไม่มากหรือน้อยไปจากเดิมที่เคยทำเท่าไรนัก

ในช่วงแรก หากการวิจารณ์ของคนกลุ่มนี้เกิดในสื่อสังคมออนไลน์ ก็มักมีผู้สนับสนุนรัฐบาลออกมาตอบโต้อย่างทันควันและหนาแน่น แต่นานวันเข้าผู้ที่ออกมาตอบโต้แทนรัฐบาลเริ่มหายไปเรื่อยๆ และบางส่วนก็กลายเป็นผู้วิจารณ์รัฐบาลเสียเอง ส่วนใหญ่ของผู้ที่เคยสนับสนุนรัฐบาลไม่ได้ถูกโน้มน้าวด้วยการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลแต่อย่างใด แต่การทำงานและพฤติกรรมของรัฐบาลเองต่างหากที่ส่งผลให้ผู้ที่เคยสนับสนุนเปลี่ยนแปลงความคิด และทำให้พวกเขาต้องทบทวนท่าทีต่อรัฐบาลเสียใหม่

การวิจารณ์หรือโจมตีรัฐบาลในเรื่องใดก็ตาม หากไม่ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริง ก็จะไม่เกิดผลกระทบทางลบต่อรัฐบาลมากนัก เพราะรัฐบาลสามารถชี้แจงตอบโต้ได้อย่างชัดเจน และสร้างผลเสียแก่ผู้วิจารณ์เอง แต่หากเป็นการวิจารณ์มีหลักการ มีเหตุผล และมีข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์รองรับอย่างหนักแน่น หากรัฐบาลตอบโต้แบบเอาสีข้างเข้าถู หรือแบบใช้ความจริงบางส่วน และปกปิดอีกบางส่วน ผลเสียก็จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากรัฐบาลมองว่าคะแนนนิยมของตนเองลดลง เพราะเข้าใจว่าเกิดจากเหตุผลทั้งสี่ประการดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผมคิดว่ารัฐบาลกำลังตกอยู่ในหลุมพรางที่ตนเองขุดขึ้นมา และการคิดแบบนี้อย่างซ้ำซากจะยิ่งเป็นการขุดหลุมสร้างกับดักแก่ตนเองให้ลึกลงไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และยากที่จะปีนออกมาจากความตกต่ำที่เกิดขึ้นได้

สำหรับการวิเคราะห์ความตกต่ำของคะแนนนิยมรัฐบาลจากมุมมองของคนที่อยู่ภายนอกรัฐบาลจะกล่าวในสัปดาห์หน้าครับ

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์